ข้อเท้าพลิก: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม กับแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

 



ข้อเท้าพลิก: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม กับแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

"หมอคะ แค่เดินตกฟุตบาทนิดเดียวเอง คิดว่าเดี๋ยวก็หาย แต่นี่ผ่านมาสามเดือนแล้วทำไมยังเจ็บอยู่เลยคะ"

นี่คือประโยคที่หมอได้ยินบ่อยมากในห้องตรวจ และเชื่อว่าหลายท่านที่กำลังอ่านบทความนี้ก็น่าจะเคยมีประสบการณ์ "ข้อเท้าพลิก" กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

วันนี้หมออยากชวนคุยเรื่องข้อเท้าพลิก แบบเจาะลึกแต่เข้าใจง่าย เพราะเรื่องนี้ถ้าดูแลถูกวิธีตั้งแต่แรก หายเร็วและหายขาดได้ แต่ถ้าประมาท อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กวนใจไปตลอดชีวิตครับ

คุณสมพร (นามสมมติ) คนไข้วัย 50 ปี มาหาหมอด้วยอาการเดินกะเผลก เข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวล แกเล่าว่าเมื่อเดือนที่แล้ว รีบเดินไปตลาด จังหวะก้าวลงจากขอบถนนที่พื้นไม่เรียบ เท้าเกิดพลิก "กึก" เข้าด้านใน

ตอนแรกคุณสมพรบอกว่าเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนน้ำตาซึม แต่พอนั่งพักสักครู่ก็พอลุกเดินต่อไหว แกเข้าใจว่าเป็นแค่เส้นพลิกธรรมดา พอกลับถึงบ้านก็เลยให้ลูกหลานช่วย "นวด" ยาหม่องร้อนๆ ประคบอุ่น หวังว่าจะช่วยให้เส้นคลายตัว

ผลปรากฏว่า ตื่นเช้ามาข้อเท้าบวมเป่ง ม่วงช้ำ ลงน้ำหนักไม่ได้เลย สุดท้ายทนมาเป็นเดือน อาการบวมลดลง แต่ยังเจ็บลึกๆ เวลาเดิน และรู้สึกข้อเท้าไม่มั่นคง เหมือนจะพลิกอีกตลอดเวลา

เรื่องของคุณสมพรสะท้อนความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากครับ คือการรีบนวดและการประคบร้อนทันทีที่บาดเจ็บ ซึ่งแทนที่จะหาย กลับทำให้อักเสบมากขึ้น

ข้อเท้าพลิก คืออะไร?

ข้อเท้าพลิก (Ankle Sprain) คือภาวะที่มีการบาดเจ็บของ "เส้นเอ็น" ที่ยึดตรึงข้อเท้า โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการที่เท้าพลิกเข้าด้านใน (Inversion injury) ทำให้เส้นเอ็นทางด้านนอกของข้อเท้าถูกยืดกระชากอย่างแรง จนเกิดการฉีกขาด

ลองจินตนาการเหมือนหนังสติ๊กครับ เส้นเอ็นของเรามีความยืดหยุ่นระดับหนึ่ง แต่ถ้าถูกดึงกระชากอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินขีดจำกัด หนังสติ๊กนั้นก็จะย้วย หรือขาดออกจากกัน

ในทางการแพทย์ เราแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ เพื่อวางแผนการรักษาครับ

ระดับที่ 1 (Mild): เส้นเอ็นถูกยืดมากเกินไป มีการฉีกขาดเล็กน้อยระดับจุลทรรศน์ จะรู้สึกเจ็บ แต่ข้อเท้ายังมั่นคงดี บวมไม่มาก เดินลงน้ำหนักได้บ้าง

ระดับที่ 2 (Moderate): เส้นเอ็นฉีกขาดบางส่วน (Partial tear) จะปวดมาก บวมชัดเจน อาจมีรอยเขียวช้ำ เดินลงน้ำหนักลำบาก และขยับข้อเท้าแล้วรู้สึกหลวมๆ บ้าง

ระดับที่ 3 (Severe): เส้นเอ็นฉีกขาดสมบูรณ์ (Complete tear) อาการจะรุนแรงมาก บวมเป่ง เลือดออกใต้ผิวหนังเยอะจนเท้าม่วง ขยับข้อเท้าไม่ได้ และข้อเท้าหลวมอย่างชัดเจน เดินไม่ได้เลย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

แน่นอนว่าสาเหตุหลักคืออุบัติเหตุ แต่ทำไมบางคนเดินที่เดียวกันไม่เป็นไร แต่บางคนพลิกง่ายเหลือเกิน? ปัจจัยเสี่ยงมีดังนี้ครับ

สภาพแวดล้อม: พื้นผิวขรุขระ ทางเดินต่างระดับ แสงสว่างไม่เพียงพอ

รองเท้า: การสวมรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าที่ไม่กระชับ ไม่เหมาะกับกิจกรรม

สภาพร่างกาย: ผู้ที่มีกล้ามเนื้อขาและรอบข้อเท้าไม่แข็งแรง หรือผู้ที่มีโครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น เท้าแบน หรือเท้าโก่งเกินไป จะมีโอกาสทรงตัวเสียได้ง่ายกว่า

ประวัติเก่า: คนที่เคยข้อเท้าพลิกมาก่อน แล้วไม่ได้รับการบริหารฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง จะมีโอกาสพลิกซ้ำง่ายกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เพราะ "ตัวรับความรู้สึก" (Proprioception) ที่ข้อเท้าทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม

อาการสัญญาณเตือน

อาการของข้อเท้าพลิกนั้นสังเกตได้ไม่ยากครับ

ปวด: อาการปวดมักจะเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะทางด้านนอกของข้อเท้า

บวมและฟกช้ำ: เกิดจากเส้นเลือดฝอยฉีกขาดร่วมด้วย ทำให้มีเลือดออกใต้ผิวหนัง

กดเจ็บ: เมื่อกดลงไปที่บริเวณตาตุ่มด้านนอก หรือโคนนิ้วก้อยเท้า จะรู้สึกเจ็บมาก

ลงน้ำหนักไม่ได้: เวลาเดินจะรู้สึกเจ็บแปล๊บ หรือรู้สึกข้อเท้าทรุด

การตรวจวินิจฉัย

เมื่อมาพบหมอ หมอจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดถึงท่าทางตอนล้ม เพื่อประเมินกลไกการบาดเจ็บ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกาย

การคลำ: เพื่อหาจุดกดเจ็บ ซึ่งช่วยบอกได้ว่าเอ็นเส้นไหนที่มีปัญหา

การขยับข้อ: หมอจะทดสอบความมั่นคงของข้อเท้า เพื่อดูว่าเส้นเอ็นขาดระดับไหน หรือข้อเท้าหลวมหรือไม่

เอกซเรย์ (X-ray): จำเป็นมากครับ เพื่อแยกโรค "กระดูกหัก" ออกไป เพราะบางครั้งอาการข้อเท้าพลิกธรรมดา อาจมีกระดูกตาตุ่มแตก หรือกระดูกโคนนิ้วเท้าหักร่วมด้วย ซึ่งการรักษาจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ในปัจจุบันการใช้อัลตราซาวด์ช่วยวินิจฉัยมีประโยชน์มาก สามารถเห็นรอยฉีกของเส้นเอ็นได้ทันที เห็นเลือดที่คั่ง และสามารถทำ Dynamic test หรือขยับดูความตึงตัวของเส้นเอ็นได้แบบ Real-time

MRI: จะใช้ในกรณีที่อาการเรื้อรัง รักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่ามีการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนในข้อร่วมด้วย

แนวทางการรักษา

หัวใจสำคัญของการรักษาข้อเท้าพลิก แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน และ ระยะฟื้นฟู

1. ระยะเฉียบพลัน (2-3 วันแรก)

จำหลักการง่ายๆ ว่า "R.I.C.E" หรือในปัจจุบันเราปรับเป็น "P.E.A.C.E & L.O.V.E" แต่เพื่อความเข้าใจง่าย หมอขอเน้นสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำครับ

พัก (Rest/Protection): ลดการเดินให้น้อยที่สุด ถ้าเจ็บมากอาจต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง เพื่อไม่ให้น้ำหนักลงที่ข้อเท้าที่บาดเจ็บ หรือใส่เฝือกอ่อน/ที่รัดข้อเท้า (Ankle Support) เพื่อจำกัดการขยับ

ประคบเย็น (Ice): สำคัญมาก! ให้ใช้เจลเย็น หรือน้ำแข็งห่อผ้า ประคบบริเวณที่ปวดบวม ครั้งละ 15-20 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดเลือดออก และลดบวม

ยกขาสูง (Elevation): เวลานอนหรือนั่ง ให้เอาหมอนรองขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับได้ดี ลดอาการบวม

ยาแก้อักเสบ (Medication): สามารถทานยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวดและบวมได้ แต่ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ข้อห้ามเด็ดขาด: "ห้ามนวด" และ "ห้ามประคบร้อน" ในช่วงแรก เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว เลือดออกมากขึ้น ข้อเท้าจะบวมเป่งและอักเสบรุนแรงขึ้นเหมือนเคสคุณสมพรครับ


P.E.A.C.E. & L.O.V.E." ซึ่งครอบคลุมทั้งระยะเจ็บเฉียบพลัน และระยะฟื้นฟู เพื่อให้คุณหายดีแบบยั่งยืนครับ


P.E.A.C.E. : ดูแลระยะเฉียบพลัน (1-3 วันแรก)

ช่วงที่เพิ่งบาดเจ็บ สดๆ ร้อนๆ เป้าหมายคือ "ไม่ซ้ำเติมแผล" และ "เปิดทางให้ร่างกายซ่อมแซม" ครับ

P – Protection (ปกป้อง): ลดการใช้งานอวัยวะที่บาดเจ็บ 1-3 วัน เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อฉีกขาดเพิ่ม แต่ "ไม่ควรพักนิ่งสนิท" นานเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบและข้อติดแข็งได้

E – Elevation (ยกสูง): ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนกลับได้ดี ลดอาการบวมตุ่ย

A – Avoid Anti-inflammatories (เลี่ยงยาต้านอักเสบและน้ำแข็ง): ข้อนี้สำคัญและขัดความรู้สึกที่สุดครับ! การอักเสบ (ปวด บวม แดง ร้อน) คือกระบวนการที่ "เม็ดเลือดขาว" กำลังเข้าไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

  • ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs): หากทานเยอะเกินไป อาจไปหยุดกระบวนการซ่อมแซมนี้ ทำให้แผลหายช้า หรือเนื้อเยื่อไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

  • น้ำแข็ง: การประคบเย็นช่วยลดปวดได้ดี แต่ถ้าเย็นจัดเกินไป จะทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ขัดขวางการซ่อมแซมเช่นกัน (ใช้ได้เพื่อระงับปวดที่ทนไม่ไหว แต่ไม่ควรประคบพร่ำเพรื่อเพื่อหวังให้ยุบบวมเร็วๆ)

C – Compression (รัดกระชับ): ใช้ผ้ายืด (Elastic Bandage) หรือเทป พยุงบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อลดบวมและประคองข้อ

E – Education (เรียนรู้): คนไข้ต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค ว่าร่างกายต้องการเวลาซ่อมแซม อย่าไปหลงเชื่อการรักษาทางลัด หรือการนวดรุนแรงที่อาจทำให้อาการแย่ลง


L.O.V.E. : ดูแลระยะฟื้นฟู (วันที่ 4 เป็นต้นไป)

เมื่อผ่านช่วงอักเสบมาแล้ว (หายปวดรุนแรง) ถึงเวลาต้อง "ใส่ใจ" เพื่อให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมครับ

L – Load (ลงน้ำหนัก): เริ่มขยับและลงน้ำหนัก "เท่าที่ไหว" โดยไม่เจ็บ เพื่อกระตุ้นให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงาม แข็งแรง ยิ่งขยับถูกวิธี แผลยิ่งสมานเร็วครับ

O – Optimism (คิดบวก): ความเครียดและความกลัวเจ็บ ทำให้สมองรับรู้ความปวดมากขึ้น คนที่มั่นใจและมีกำลังใจดี มักจะหายเร็วกว่าคนที่กังวลตลอดเวลาครับ

V – Vascularisation (กระตุ้นไหลเวียนเลือด): ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ ที่ไม่กระทบจุดที่เจ็บ เช่น ถ้าเจ็บข้อเท้า อาจจะไปปั่นจักรยานเบาๆ เพื่อให้เลือดสูบฉีด นำสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

E – Exercises (ออกกำลังกาย): สร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และฝึกการทรงตัว เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเจ็บซ้ำอีกในอนาคต


2. การรักษาขั้นสูง (Intervention)

ในกรณีที่เส้นเอ็นฉีกขาดมาก หรือปวดเรื้อรัง หมออาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม

การฉีดยาระงับปวดและลดอักเสบ: ภายใต้การนำวิถีของอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection) เพื่อความแม่นยำ ตรงจุดที่บาดเจ็บ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง

การใส่เฝือก: ในรายที่เส้นเอ็นฉีกขาดรุนแรง (Grade 3) อาจต้องใส่เฝือกแข็งหรือเฝือกบูท (Walking Boot) ประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้เส้นเอ็นสมานตัวได้ดีที่สุด

การผ่าตัด: โดยทั่วไปข้อเท้าพลิก 90% ไม่ต้องผ่าตัดครับ เราจะผ่าตัดในกรณีที่

  1. รักษาแบบประคับประคองเต็มที่แล้ว 3-6 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้น
  2. ข้อเท้าหลวมมากจนพลิกซ้ำซาก ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้
  3. มีกระดูกอ่อนในข้อบาดเจ็บร่วมด้วย

3. ระยะฟื้นฟู (Rehabilitation)

เมื่อความเจ็บปวดลดลง การกายภาพบำบัดคือ "กุญแจสำคัญ" ที่จะป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

บริหารข้อเท้า: ขยับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง หมุนข้อเท้า เพื่อป้องกันข้อติด

เพิ่มความแข็งแรง: ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า เช่น การใช้ยางยืดบริหาร

ฝึกการทรงตัว (Proprioception training): เช่น การยืนขาเดียว เพื่อฝึกให้สมองและเส้นประสาทเรียนรู้การทรงตัวใหม่ ป้องกันการพลิกซ้ำ

พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

ข่าวดีคือ ส่วนใหญ่หายขาดได้ครับ หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น เส้นเอ็นจะสมานตัวได้ดี อาจใช้เวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ จนถึง 3 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรง

แต่ข่าวร้ายคือ หากดูแลไม่ดี "ใจร้อน" รีบกลับไปใช้งานหนัก หรือไม่บริหารกล้ามเนื้อ จะมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดภาวะ "ข้อเท้าหลวมเรื้อรัง" (Chronic Ankle Instability) ซึ่งจะทำให้ข้อเท้าพลิกง่ายขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ภาวะข้อเท้าเสื่อมก่อนวัยอันควร

สรุป

ข้อเท้าพลิกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยให้หายเองโดยไม่ดูแล การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องด้วยการประคบเย็น พักการใช้งาน และไม่นวด คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด หากอาการปวดบวมไม่ลดลงใน 2-3 วัน หรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้เลย ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คกระดูกและเส้นเอ็นอย่างละเอียดครับ

อย่าลืมนะครับ สุขภาพข้อเท้าที่ดี คือรากฐานของการเดินที่มั่นคงไปตลอดชีวิต

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเท้าพลิก #เอ็นข้อเท้าอักเสบ #ปวดข้อเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #คลินิกกระดูกและข้อเชียงใหม่ #รักษาข้อเท้าพลิก #ข้อเท้าแพลง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ห้ามนวดข้อเท้าพลิก

References

  1. Melanson SW, Shuman VL. Acute Ankle Sprain. [Updated 2023 May 2]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-.
  2. Vuurberg G, Hoorntje A, Wink LM, et al. Diagnosis, treatment and prevention of ankle sprains: update of an evidence-based clinical guideline. Br J Sports Med. 2018;52(15):956-975.
  3. Halabchi F, Hassabi M. Acute ankle sprain in athletes: Clinical aspects and algorithmic approach. World J Orthop. 2020;11(12):534-558.
  4. American Academy of Orthopaedic Surgeons. Sprained Ankle. OrthoInfo. 2021. Available from: https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases--conditions/sprained-ankle/
  5. Dubois B, Esculier J. Soft-tissue injuries simply need PEACE and LOVE. Br J Sports Med. 2020;54(2):72-73.

Comments

Popular posts from this blog

กระดูกติดแล้ว แต่ทำไมยังปวด บวม แดง? 4 เดือนแห่งความทรมานหลัง "ข้อเท้าพลิก" เรื่องจริงที่คนใส่เฝือกต้องรู้

ข้อเท้าพลิก (ข้อเท้าแพลง) — ทำไมถึงเจ็บนาน? ต้องรักษาอย่างไร? และป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ

ข้อเท้าพลิก ผ่านไป 2 อาทิตย์... ทำไมยัง "ปวดแปล๊บ" และ "ปวดตึงลึกๆ" ไม่หาย? ระวังภาวะ "น้ำในข้อ" ที่หลายคนมองข้าม